ไฟฟ้าก็เหมือนดาบสองคม คือให้คุณอนันต์แต่ก็มีโทษอย่างมหันต์เช่นกัน
ถ้าไม่อยากให้เกิด (อัคคี) ภัยจากไฟฟ้า ควรหมั่นตรวจสอบและดูแลระบบไฟฟ้าภายในบ้านให้อยู่ในความปลอดภัยเสมอ การตรวจสอบในที่นี้ไม่ใช่เรื่องยาก และไม่ได้เป็นงานของผู้ชาย แต่เป็นเรื่องที่ทุกคนในบ้านสามารถช่วยกันสังเกต และเป็นหูเป็นตาได้
การตรวจสอบระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าในบ้าน แบ่งเป็น 2 ส่วนหลักๆ ดังนี้
- ตรวจไฟรั่ว เป็นสิ่งที่ควรทำเสมอ เพราะไฟที่รั่วจากระบบไม่เพียงทำอันตรายต่อคนและสัตว์เลี้ยง แต่ยังทำให้สิ้นเปลืองเงินค่าไฟโดยเปล่าประโยชน์อีกต่างหาก
วิธีการตรวจสอบทำได้ง่ายๆ เริ่มต้นจาก "มิเตอร์ไฟฟ้า" ซึ่งเป็นตัววัดว่าแต่ละเดือนบ้านเราใช้ไฟฟ้าไปมากน้อยแค่ไหน ปิดสวิตช์มิเตอร์ไฟฟ้า และถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกจุดในบ้านออกให้หมด จดเลขมิเตอร์และตำแหน่งของจานหมุนเอาไว้ ทิ้งไว้อย่างนั้นสักพักใหญ่ แล้วกลับไปดูที่มิเตอร์อีกครั้ง ถ้าตัวเลขคงเดิม จานหมุนก็ยังอยู่ที่เดิมไม่เปลี่ยนแปลงก็แปลว่าปลอดภัย ไม่มีไฟรั่ว
แต่หากตัวเลขเปลี่ยนแปลง ก็แปลว่ามีไฟรั่ว ต้องไล่วงจรหาจุดที่ไฟรั่วกันต่อไป
อย่างไรก็ตาม หากพบว่าในบ้านมีไฟรั่ว ทั้งๆที่มีการติดตั้ง "เครื่องตัดไฟรั่ว" แล้ว ก็ควรสงสัยว่าเครื่องตัดไฟรั่วยังทำงานดีอยู่หรือ การทดสอบทำได้โดยกดปุ่มทดสอบที่ตัวเครื่อง (ควรมีการกดปุ่มนี้เพื่อทดสอบการทำงานทุกเดือน) ถ้าอุปกรณ์ยังทำงานได้ดี เมื่อกดปุ่มสวิตช์ คันโยกจะตกลงมาทันทีเพื่อตัดกระแสไฟฟ้า แต่ถ้ากดแล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ก็เตรียมหาช่างมาซ่อมได้ จากนั้นควรเรียกช่างไฟมืออาชีพมาไล่หาจุดที่ไฟรั่วต่อไป
กรณีไฟรั่วมักเกิดจากเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีโครงหรือเปลือกหุ้มเป็นโลหะ วิธีการตรวจสอบทำได้โดยใช้ "ไขควงวัดไฟ" แตะลงที่ตัวเครื่องขณะที่อุปกรณ์ไฟฟ้านั้นเสียบปลั๊กอยู่ ถ้าหลอดไฟปลายไขควงติด แสดงว่ามีไฟรั่ว ถ้าไม่อยากถูกไฟดูด และเกิดไฟฟ้าลัดวงจรตามมา ก่อนใช้เครื่องใช้ไฟฟ้านั้นอีกครั้งก็ควรติดตั้ง "สายดิน" เพื่อความปลอดภัยเสียก่อน
- ตรวจสภาพทั่วไปและความชำรุดของระบบไฟ เริ่มต้นที่ "เมนสวิตช์" (Main Switch) เปิดดูให้แน่ใจว่าในนั้นไม่มีมด แมลง เข้าไปทำรัง ต่อด้วย "คัตเอาต์" และ "เบรกเกอร์" ตรวจสอบว่ายังสามารถใช้ปลดวงจรไฟฟ้าได้หรือไม่ ถ้าพบว่าอุปกรณ์ชิ้นไหนไม่ทำงานก็ควรจัดการเพื่อแก้ไขหรือเปลี่ยนใหม่ให้เรียบร้อย
จากนั้นก็ไล่ตรวจสภาพของสายไฟทุกจุดในบ้าน ว่ามีส่วนไหนที่มีความเสียหาย เปื่อย กรอบ เนื่องจากอายุการใช้งาน ฉีกขาดจากการเสียดสี หรือถูกหนูและแมลงกัดแทะบ้างไหม อย่าลืมเปิดฝ้าเพดานเพื่อตรวจสายไฟที่ซ่อนอยู่บนนั้นด้วย
หากพบว่ามีสายไฟชำรุด วิธีการแก้ไขเบื้องต้นคือ ใช้เทปพันสายไฟพันปิดจุดที่ชำรุดให้เรียบร้อย แต่ต้องหลังจากสับสะพานไฟ หรือถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้านั้นเสียก่อน จากนั้นก็วางแผนซ่อมแซมและเปลี่ยนสายที่ชำรุดเสียโดยไว
"ปลั๊ก" และ "เต้าเสียบ" ก็เป็นจุดที่ต้องตรวจสอบ ว่ามีปลั๊กไหนหลวม มีรอยไหม้ หรือแตกร้าวหรือไม่ หากเต้าหลวมก็จัดการขันสกรูให้แน่นหนาขึ้น ถ้าพบการแตกร้าวหรือไหม้ ก็ต้องเปลี่ยนใหม่ให้เรียบร้อยโดยเร็ว
ช่างไฟฟ้าเป็นบุคคลสำคัญที่เราไม่ควรมองข้าม จะเรียกช่างสักคน ควรเป็นคนเก่ง หาสาเหตุและแก้ปัญหาได้ ถ้าจะให้ดี ควรเป็นช่างที่อธิบาย และให้คำแนะนำในการปฏิบัติตัวแก้ไขปัญหาเบื้องต้นได้ด้วย
- มาตรการป้องกันภัยจากไฟฟ้า
มาตรการป้องกันภัยจากไฟฟ้า
เพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากไฟฟ้า ควรให้ความสำคัญกับการติดตั้งสายดิน และเครื่องตัดไฟรั่ว
- สายดิน (Ground Wire) การติดตั้งสายดินจะช่วยป้องกันไม่ให้เราถูกไฟดูดในกรณีที่มีกระแสไฟฟ้ารั่วจากเครื่องใช้ไฟฟ้า เพราะเมื่อมีการติดตั้งสายดินแล้ว ไฟที่รั่วจากเครื่องใช้ไฟฟ้าจะไหลลงดินผ่านสายดิน ไม่ผ่านร่างกายของเรา เราจึงปลอดภัยจากการถูกไฟดูด ทั้งยังไม่ทำให้เกิดไฟลัดวงจรอีกด้วย
เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ควรติดตั้งสายดินได้แก่ พวกที่มีโครงหรือเปลือกหุ้มเป็นโลหะ ซึ่งเราสัมผัสได้ง่าย เช่น ตู้เย็น เครื่องซักผ้า เครื่องปรับอากาศ เตาไมโครเวฟ เครื่องทำน้ำร้อนหรือน้ำอุ่น
- เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ควรติดตั้งสายดินได้แก่ พวกที่มีโครงหรือเปลือกหุ้มเป็นโลหะ ซึ่งเราสัมผัสได้ง่าย เช่น ตู้เย็น เครื่องซักผ้า เครื่องปรับอากาศ เตาไมโครเวฟ เครื่องทำน้ำร้อนหรือน้ำอุ่น
- เครื่องตัดไฟรั่ว อุปกรณ์นี้จะทำหน้าที่ตัดไฟโดยอัตโนมัติเมื่อพบว่ามีกระแสไฟฟ้าบางส่วนรั่วหายไป ไม่ไหลกลับไปตามสายไฟ แสดงว่าเกิดกรณีไฟรั่วลงดิน (กรณีติดตั้งสายดินแล้ว) หรือไหลผ่านร่างกายมนุษย์ (กรณีไม่ได้ติดตั้งสายดิน)
ประโยชน์ของเครื่องตัดไฟรั่วคือป้องกันอัคคีภัย ในกรณีที่เครื่องป้องกันกระแสเกินอย่างฟิวส์หรือเบรกเกอร์ไม่ทำงาน หรือทำงานช้า เนื่องจากกระแสไฟรั่วมีค่าต่ำ แต่อาจทำให้เกิดอัคคีภัยได้
เพื่อเสริมประสิทธิภาพของความปลอดภัยจากกรณีไฟรั่วและไฟฟ้าลัดวงจร จึงควรติดตั้งสายดินและเครื่องตัดไฟรั่วควบคู่กัน
หมายเหตุ : อ่านข้อคำแนะนำในการติดตั้งสายดินได้จากเว็บไซต์ของการไฟฟ้านครหลวง www.mea.or.th |